ขอขอบคุณชาว PPS ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการบรรพชาอุปสมบทของผม ณ วัดปัญญานันทาราม จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 6-21 พฤษภาคม ศกนี้ หวังว่าทุกท่านคงได้อนุโมทนาบุญกันโดยทั่วหน้า สำหรับปัจจัยที่ท่านทั้งหลายกรุณาทำบุญร่วมกับผมในครั้งนี้ รวบรวมได้ทั้งสิ้นเป็นเงิน 81,881.- บาท ซึ่งผมได้มอบให้กับมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่ผมรับตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายหาทุนของมูลนิธิฯ อยู่ในปัจจุบันเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนในระดับอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังเป็นการตอบแทนมูลนิธิฯ ที่กรุณามอบทุนการศึกษาแบบเดียวกันนี้ให้กับผมเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสก้าวมาถึงจุดนี้ได้ในปัจจุบัน
สิ่งที่ผมอยากจะคุยให้พวกเราฟังในวันนี้เกี่ยวกับเรื่องของการบวช ซึ่งยังมีหลายท่านที่ไม่ทราบถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า บรรพชา กับ อุปสมบท ว่า ใช้ต่างกันอย่างไร? แต่เข้าใจว่าหมายถึงการบวชเหมือนกันเท่านั้น ผมจึงขออธิบายให้เป็นที่เข้าใจ ดังนี้
คำว่า บรรพชา ปัจจุบันหมายถึง การบวชเป็นสามเณร ซึ่งถือศีล 10 ข้อ ผมได้เข้าพิธีนี้ในช่วงเช้า เนื่องจากการบรรพชานี้ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องประกอบพิธีนี้ในโบสถ์หรือพระอุโบสถ เพราะฉะนั้นพิธีกรรมดังกล่าวนี้จึงได้กระทำขึ้นที่ลานหินโค้งภายในวัด ซึ่งก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีลมพัดผ่านพอสมควร ทำให้อากาศไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไปนัก
ส่วนคำว่า อุปสมบท หมายถึง การบวชเป็นพระ ซึ่งในพุทธบัญญัติท่านกำหนดไว้ว่า ผู้บวชจะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และจะต้องถือศีล 227 ข้อ การประกอบพิธีกรรมนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องกระทำภายในพระอุโบสถหรือในโบสถ์เท่านั้น การอุปสมบทในพระพุทธศาสนาที่ใช้กันโดยทั่วไป มี 3 ประเภท ได้แก่
1. เอหิภิกขุอุปสัมปทา
เป็นการบวชที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนี้ให้ด้วยพระองค์เอง เช่น บวชให้ปัญจวัคคีย์ เป็นต้น
ซึ่งการบวชโดยวิธีนี้ไม่มีผู้ใช้มาตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จ ดับขันธปรินิพพานไป เมื่อ 2549 ปีที่ผ่านมา
2. ติสรณคมนูปสัมปทา
เป็นการบวชโดยการยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ส่วนใหญ่พิธีนี้กระทำขึ้นในช่วงต้นพุทธกาล เมื่อยังไม่มีพระสงฆ์มากนัก
แต่ปัจจุบันพิธีนี้ถูกนำมาใช้ในการบรรพชาแทน
3. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา
เป็นการบวชโดยผ่านการยอมรับของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ผมได้เข้าพิธีอุปสมบทนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนั่นเอง ฉายาหรือชื่อทางพระที่ได้รับ ก็คือ ปยุตฺโต แปลว่า ผู้มีความรู้ หรือผู้ใฝ่หาความรู้ สำหรับวัตถุประสงค์ในการบวชครั้งนี้ของผมก็คือ เป็นการ Reformat ชีวิตและปรับฐานความคิดของตัวเอง ความจริงผมได้เคยบวชมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นเวลา 10 วัน ตอนที่เพิ่งจะเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ แต่จำได้ว่าไม่ค่อยจะได้อะไรจากการบวชครั้งนั้นมากนัก นอกจากจะเป็นการบวชให้พ่อแม่ได้ปลื้มใจ หรือที่เรียกกันว่า ได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์ ตามที่เชื่อกันมาแต่โบราณเท่านั้น มาคราวนี้ก็เป็นโอกาสอันดีคือ เป็นการฉลองอายุครบ 60 ปี ของผม ซึ่งได้ผ่านชีวิตมามากพอสมควรแล้ว จึงทำให้ผมได้อะไรๆ จากการบวชครั้งนี้มากมายเลยทีเดียว เช่น การฝึกเกี่ยวกับศาสนพิธี ความอดทน การใช้สติ การแผ่เมตตา การทำสมาธิและการปรับฐานความคิดโดยรวมในหลักที่ท่านพุทธทาส ได้พยายามสอนไว้คือ เรื่องของการไม่ยึดถือตัวตน (EGO)
ความเข้าใจเรื่องของความทุกข์ว่า ทุกข์เกิดจากการที่ตัวเราได้สัมผัสกับของ 3 สิ่ง ซึ่งได้แก่ 
1. อายตนภายนอก หมายถึง การได้รับการติดต่อจากสิ่งภายนอก ซึ่งเกิดจากรูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส และอารมณ์
2. อายตนภายใน หมายถึง การได้รับการติดต่อจากภายในร่างกายตนเองคือ สิ่งได้รับจากตา, ลิ้น, จมูก, หู, ร่างกายและจิตใจ
3. อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้จริง คือ ความหลงที่คิดว่าตนเองรู้ แต่ความจริงไม่รู้ เป็นต้น
พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่ออายตนภายนอกกับอายตนภายในมาเจอกัน แล้วใช้อวิชชาเป็นตัวตัดสิน ก็จะทำให้เกิด ความทุกข์ แต่ถ้าเราใช้ปัญญาเป็นตัวตัดสิน เราก็จะไม่ทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปดุว่า หากเราใช้อวิชชาคือ ความไม่รู้ มาเป็นตัวตัดสิน เราก็จะเป็นทุกข์ว่าถูกนายด่า แต่ถ้าเราใช้ปัญญาคือ การไตร่ตรองคิดหาเหตุผลว่า นายด่าเพราะอะไร? หรือความผิดนั้นเกิดจากเราหรือไม่? เมื่อเราทราบที่มาที่ไปของเรื่องแล้ว เราก็จะไม่เกิดความทุกข์ เป็นต้น
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องไปทำที่วัด แต่ท่านพุทธทาสท่านสอนว่า ธรรมะ ก็คือ หน้าที่ เราจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและปฏิบัติต่อกันให้ถูกต้องตามทิศ 6 หมายถึง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนรอบข้างในสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนทิศ 6 ทิศ ดังนี้
1. ทิศเบื้องหน้า หมายถึง บิดา มารดาและผู้มีอุปการคุณ
2. ทิศเบื้องหลัง หมายถึง บุตร ภรรยา
3. ทิศเบื้องซ้าย หมายถึง มิตรสหาย
4. ทิศเบื้องขวา หมายถึง ครู อาจารย์
5. ทิศเบื้องบน หมายถึง พระสงฆ์ นักบวช
6. ทิศเบื้องล่าง หมายถึง คนรับใช้ บริวาร
เมื่อเราทำหน้าที่ของเราได้ถูกต้องครบถ้วนและปฏิบัติต่อคนที่เราเกี่ยวข้องด้วยในสังคมได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็ถือว่า เราได้ปฏิบัติธรรมแล้วครับ ส่วนการไปวัดนั้นบางทีก็เป็นการไปเพื่อปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้นเอง ผู้ที่ไปวัดบางคนก็มิได้ปฏิบัติธรรมเลยก็มีครับ...